โครงการชุมชนพอเพียง

โครงการชุมชนพอเพียง

โครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน เป็นโครงการของรัฐบาลที่ต้องการสร้างเศรษฐกิจระดับชุมชนให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง[1] โดยรัฐบาลมุ่งจัดสรรงบประมาณโดยตรงไปยังชุมชนทั่วประเทศ ให้ทุกชุมชนมีโอกาสในการได้รับความช่วยเหลือจากงบประมาณของภาครัฐอย่างรวด เร็ว กำหนดเป้าหมายการใช้เงินไว้ 4 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาอาชีพสำหรับผู้ด้อยโอกาส การพัฒนาการเกษตร การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการอนุรักษ์พลังงาน โดยมุ่งให้ทุกภาคส่วนในชุมชนร่วมกันบริหารจัดการและพัฒนาศักยภาพของตนเองที่ มีอยู่อย่างมีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ การลดต้นทุนและปัจจัยการผลิต พัฒนาทรัพยากรธรรมชาติระดับชุมชนให้มีมูลค่าเพิ่ม และสร้างโอกาสในการพัฒนาหรือเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้ กับชุมชน

โครงการที่อนุมัติดำเนินการไปแล้วส่วนใหญ่ได้แก่โครงการประเภท การผลิตปุ๋ย ยุ้งฉาง ลานตาก เกษตรผสมผสาน การส่งเสริมกลุ่มอาชีพ พัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ/ต้นน้ำ พลังงานทดแทน เป็นต้น โดยหลักเกณฑ์สำคัญที่ใช้ในการพิจารณาอนุมัติโครงการ ได้แก่ ความยั่งยืนของการดำเนินโครงการ และแนวทางการบริหารจัดการโครงการเพื่อความยั่งยืนในชุมชน

แนวคิด

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้ผ่านการพิสูจน์มานานและสร้างผลสำเร็จอย่างมาก มาย โดยมีผู้น้อมนำมาทดลองปฏิบัติจนประสบความสำเร็จและเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าไม่ ใช่เพียงการสร้างความพออยู่พอกินเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างรายได้ให้มีความมั่นคงในอาชีพได้อีกด้วย ซึ่งแนวคิดในการแก้ปัญหาความยากจนของรัฐบาลคือ ปัญญา บวก เงินเมื่อชาวบ้านมีปัญญา รัฐก็จะมอบเงินให้มาช่วยแก้ปัญหาแบบยั่งยืน แนวทางให้ยึดหลักพึ่งตนเอง ลดการพึ่งพาจากภายนอก ซึ่งเศรษฐกิจพอเพียงในขั้นต้นคือ การพออยู่ พอกิน พอใช้ เมื่อชุมชนพึ่งตนเองได้แล้ว ก็หมายถึงว่าได้พ้นจากความยากจนแล้ว จากนั้นก็จะสามารถก้าวต่อไปในระดับที่ก้าวหน้าได้ โดยนำผลผลิตที่เหลือใช้มาแปรรูปให้เกิดเป็นการต่อยอด สร้างร้ายได้เพิ่มเติม ชุมชนอาจรวมกลุ่มมาดำเนินการ เป็นธุรกิจโอท็อป หรือวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อม หรือ เอสเอ็มอี ได้

ประวัติ

รัฐบาลภายใต้การบริหารงานของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินนโยบายตามที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ให้มีการจัดตั้งกองทุนเศรษฐกิจพอเพียงขึ้น เพื่อจัดสรรงบประมาณโดยตรงไปยังหมู่บ้านและชุมชนทั่วประเทศเพิ่มเติมจากวง เงินงบประมาณที่เคยได้จัดสรรเดิม ทั้งนี้ไม่ได้เป็นกองทุนตามพระราชบัญญัติเงินคงคลังพ.ศ. 2491 และที่แก้ไขเพิ่มเติม แต่ดำเนินการในรูปแบบของ“โครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน” ซึ่งคณะรัฐมนตรี ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2552 ลงมติเห็นชอบให้มีการจัดตั้งโครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (ศพช.) หรือ โครงการชุมชนพอเพียง และให้มีสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (สพช.) หรือ สำนักงานชุมชนพอเพียง เป็นหน่วยงานภายในสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 18/2552 ลงวันที่ 20 มกราคม 2552 ทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการ โดยมีรองนายกรัฐมนตรี นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เป็นประธานกรรมการ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายกนก วงษ์ตระหง่านและนายมีชัย วีระไวทยะ นายกสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน เป็นรองประธานกรรมการ พร้อมกรรมการอีก 21 คน มี ดร.สุมิท แช่มประสิทธิ์ ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสำนักงานฯ

วัตถุประสงค์ของโครงการ

  • เพื่อจัดสรรงบประมาณโดยตรงไปยังชุมชนทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกชุมชนได้รับโอกาสในการเข้าถึงแหล่งงบประมาณของภาครัฐอย่างรวด เร็ว และครอบคลุมทั่วถึง
  • เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนในชุมชนร่วมกันบริหารจัดการและพัฒนาศักยภาพของตนเองที่มีอยู่ให้มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น
  • เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการสร้างงาน สร้างรายได้ ลดต้นทุนและปัจจัยการผลิตทางการเกษตร
  • เพื่อพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติระดับชุมชนให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น และสร้างโอกาสในการพัฒนาหรือเพิ่มขีดความสามารถในการเสริมสร้างศักยภาพทาง เศรษฐกิจในระดับฐานรากให้กับชุมชน

[แก้] การเข้าร่วมโครงการ

ชุมชนที่มีความประสงค์จะขอรับการจัดสรรงบประมาณตามโครงการชุมชนพอเพียง ต้องเป็นชุมชนที่จัดตั้งขึ้นก่อนวันที่ 1 มกราคม 2552 ตามประกาศ ของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ประกาศของกรุงเทพมหานคร และประกาศของเทศบาล ต้องมีความรู้ความเข้าใจในแนวทางของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และสามารถนำไปปรับประยุกต์ใช้เพื่อปฏิบัติได้ โครงการชุมชนพอเพียงมีการจัดฝึกอบรมให้กับตัวแทนชุมชน ณ ศูนย์ฝึกอบรม 100 แห่งทั่วประเทศ ระยะเวลา 3 วัน โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อให้ตัวแทนชุมชนที่เข้ามารับการฝึกอบรมสามารถเขียนโครงการขออนุมัติงบ ประมาณกับรัฐบาลได้ทันที และเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในการดำเนินโครงการภายใต้กรอบปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงอย่างยั่งยืน โดยหัวข้อในการฝึกอบรมจะมีตั้งแต่การเขียนโครงการให้ประสบความสำเร็จ การวิเคราะห์ชุมชนของตนจากการทำบัญชีชุมชน ขั้นตอนการบริหารจัดการโครงการที่ยั่งยืน เป็นต้น

[แก้] หลักเกณฑ์ของโครงการ

โครงการที่เสนอขออนุมัติต้องมีความยั่งยืนของการดำเนินโครงการ โดยมีผลต่อเนื่องไม่สิ้นสุดในครั้งเดียว และเข้าหลักเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่ง ดังนี้

  • เป็นโครงการที่สามารถรองรับผู้ด้อยโอกาสและผู้ว่างงานในชุมชน ให้สามารถพัฒนาไปสู่ความอยู่ พอกิน พอใช้ ซึ่งเป็นเป้าหมายขั้นต้นของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
  • เป็นโครงการที่สนับสนุนและส่งเสริมการลดต้นทุนและปัจจัยในการผลิตด้าน ต่างๆ อาทิ ด้านการเกษตร ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการประกอบอาชีพ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย สร้างโอกาสในอาชีพ และเพิ่มความสามารถในการพัฒนาเศรษฐกิจระดับฐานราก
  • เป็นโครงการที่สนับสนุนและส่งเสริมการใช้และอนุรักษ์พลังงาน หรือพลังงานทดแทน หรือพลังงานทางเลือก
  • เป็นโครงการที่สนับสนุนและส่งเสริมการอนุรักษ์และรักษาทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ศิลปวัฒนธรรม และการท่องเที่ยว

ทั้งนี้ ชุมชนสามารถลงทุนร่วมดำเนินโครงการกับชุมชนใกล้เคียง หรือองค์การภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ หรือนอกพื้นที่ได้ เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนของตนเอง

[แก้] ข้อมูลการนำเสนอโครงการอย่างน้อยต้องมีรายการดังต่อไปนี้

  • ชื่อชุมชน
  • รายชื่อคณะผู้รับผิดชอบในการดำเนินโครงการ
  • วัตถุประสงค์ของโครงการ
  • วงเงินงบประมาณในการดำเนินโครงการ
  • วิธีการและขั้นตอนการดำเนินการตามโครงการ
  • ระยะเวลาในการดำเนินการตามโครงการ
  • ผลที่คาดว่าจะได้รับ

[แก้] การแบ่งขนาดของชุมชน

การจัดสรรงบประมาณตามโครงการชุมชนพอเพียงจะจัดสรรโดยยึดขนาดจำนวนประชากรตามทะเบียนราษฎร์ของชุมชน เป็น 7 ขนาด ดังนี้

  • ชุมชนขนาดที่ 1 ชุมชนที่มีชื่อชาวบ้านตามทะเบียนบ้าน 1-50 คน ได้เงิน 100,000 บาท
  • ชุมชนขนาดที่ 2 ชุมชนที่มีชื่อชาวบ้านตามทะเบียนบ้าน 51-150 คน ได้เงิน 200,000 บาท
  • ชุมชนขนาดที่ 3 ชุมชนที่มีชื่อชาวบ้านตามทะเบียนบ้าน 151-250 คน ได้เงิน 300,000 บาท
  • ชุมชนขนาดที่ 4 ชุมชนที่มีชื่อชาวบ้านตามทะเบียนบ้าน 251-500 คน ได้เงิน 400,000 บาท
  • ชุมชนขนาดที่ 5 ชุมชนที่มีชื่อชาวบ้านตามทะเบียนบ้าน 501-1,000 คน ได้เงิน 500,000 บาท
  • ชุมชนขนาดที่ 6 ชุมชนที่มีชื่อชาวบ้านตามทะเบียนบ้าน 1,001-1,500 คน ได้เงิน 600,000 บาท
  • ชุมชนขนาดที่ 7 ชุมชนที่มีชื่อชาวบ้านตามทะเบียนบ้าน 1,500 คน ขึ้นไป ได้เงิน 700,000 บาท

ทั้งนี้ สำหรับชุมชนที่ไม่ได้รับเงินโครงการ SML ปี 2551 จะได้เงินตามขนาด ส่วนชุมชนที่ได้รับเงินโครงการ SML ปี 2551 แล้ว จะได้เงินครึ่งหนึ่งของขนาด

[แก้] กระบวนการของโครงการ

Chumchon Diagram.jpg

[แก้] การประกาศเชิญชวน

ปิดประกาศที่สาธารณะล่วงหน้า 3-5 วัน ให้ผู้แทนครัวเรือนที่เป็นคนไทย อายุ 15 ปี ขึ้นไป อย่างน้อยครัวเรือนละ 1 คน เข้าร่วมประชุมประชาคมไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของจำนวนครัวเรือนทั้งหมด

[แก้] ขั้นตอนการประชุม

  1. กำนันหรือผู้ใหญ่บ้านหรือประธานชุมชน แจ้งวันประชุมประชาคมให้นายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตหรือนายกเทศมนตรี ทราบ
  2. นายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตหรือนายกเทศมนตรีหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย เข้าร่วมสังเกตการณ์
  3. กำนันหรือผู้ใหญ่บ้านหรือประธานชุมชน จัดประชุมประชาคม กล่าวเปิดประชุมและรายงานข้อมูลพื้นฐานชุมชน ให้คณะทำงานชุดเดิมรายงานผลการดำเนินโครงการที่ผ่านมา และจัดให้มีการคัดเลือกคณะกรรมการชุดใหม่

[แก้] การคัดเลือกคณะกรรมการชุมชน

  • เสนอชื่อผู้ที่สมควรเป็นกรรมการ โดยมีผู้รับรอง 10 คน เมื่อได้จำนวนตามต้องการแล้ว ยกมือคัดเลือก ให้เหลือ จำนวน 9 คน ประกอบด้วย ประธาน รองประธาน เลขานุการ ผู้ช่วยเลขานุการ เหรัญญิก ผู้ช่วยเหรัญญิก ปฏิคม ตรวจสอบ และประชาสัมพันธ์
  • คณะกรรมการ คนไทยอายุ 18 ปี ขึ้นไป อยู่ในชุมชนเกิน 6 เดือน มีเวลาทำงาน 1 ปี หากมีกรรมการลาออกให้คัดเลือกแทนเท่ากับจำนวนที่ลาออกไป ทุกปีต้องคัดเลือกกรรมการใหม่ โดยเลือกชุดใหม่ หรือชุดเก่า หรือชุดเก่ารวมกับชุดใหม่ก็ได้ ตามมติที่ประชุมประชาคม
  • ให้ที่ประชุมประชาคมแต่งตั้งคณะผู้รับผิดชอบในการดำเนินโครงการ จำนวน 4 คณะ ประกอบด้วย
  • คณะผู้รับผิดชอบในการเบิกจ่ายเงินและการจัดทำบัญชี จำนวน 3 คน คือ
    • ประธาน 1 คน เหรัญญิก 1 คน และตัวแทนประชาชน 1 คน
  • คณะผู้รับผิดชอบในการดำเนินโครงการ จำนวน 3 คน คือ
    • รองประธาน 1 คน ผู้ช่วยเหรัญญิก 1 คน และผู้ช่วยเลขานุการ 1 คน
  • คณะผู้รับผิดชอบในการจัดซื้อจัดจ้าง จำนวน 3 คน คือ
    • รองประธาน 1 คน ปฏิคม 1 คน และตัวแทนประชาชน 1 คน
  • คณะผู้รับผิดชอบในการตรวจสอบและประเมินผลโครงการ จำนวน 3 คน คือ
    • ประชาสัมพันธ์ 1 คน ตรวจสอบ 1 คน และตัวแทนประชาชน 1 คน

[แก้] การรับฟังปัญหา ความต้องการและจัดลำดับความสำคัญ

  • ทุกคนมีสิทธิ์เสนอปัญหาและความต้องการ (คณะทำงานห้ามเสนอ) และต้องมีการบันทึกอย่างโปร่งใส เปิดเผย โดยมีผู้สนับสนุนปัญหาและความต้องการอย่างน้อย 10 คน
  • ให้ทุกคนยกมือได้ลงคะแนนเพื่อคัดเลือกโครงการได้ทุกโครงการ แล้วรวมคะแนน เพื่อจัดเรียงลำดับก่อนหลัง และให้ระบุระยะเวลาและงบประมาณของโครงการ (หากเงินไม่พอทำโครงการสามารถกู้จาก ธ.ออมสิน หรือ ธกส. หรือขอจาก อบต. หรืออบจ. หรือสำนักงานเขต หรือเทศบาล ได้) โครงการที่จัดลำดับเรียบร้อยแล้วพร้อมวงเงินต้องปิดประกาศให้ประชาชนทราบ
  • นำรายชื่อผู้เข้าประชุม รายงานการประชุม และโครงการ ให้นายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตหรือนายกเทศมนตรีรับรอง (ศพช. 01,02,03) เพื่อนำส่งสำนักงาน จังหวัดและกรมการปกครองดำเนินการต่อไป
  • เมื่อโครงการอนุมัติแล้วให้ชุมชนไป ธ.ออมสินหรือธกส. เพื่อเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร โดยจะได้รับเงินตามขนาดของชุมชน

เครดิต : http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s